Nothing เปิดตัวสินค้าใหม่ในไทยพร้อมกัน 3 รุ่น ได้แก่ Phone (4a) Pro, Phone (4a) และ Headphone (a) โดยวางจุดขายชัดเจนทั้งด้านดีไซน์โปร่งใสอันเป็นเอกลักษณ์ ฟีเจอร์ AI ที่ออกแบบมาให้ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน และประสบการณ์กล้องที่ยกระดับขึ้นในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่าเดิม ภายใต้แนวคิด “Built Different” หรือ “เกิดมาไม่ตามใคร”
ไฮไลต์สำคัญของรอบนี้คือการผลักคาแรกเตอร์แบรนด์ให้ชัดขึ้นกว่าเดิม ทั้งสีสันที่จัดจ้าน รายละเอียดการออกแบบที่โดดเด่น และลูกเล่นอย่าง Glyph Matrix 137 จุดที่ด้านหลังเครื่อง ซึ่งไม่เพียงช่วยเสริมภาพจำด้านดีไซน์ แต่ยังใช้สื่อสารข้อมูลต่าง ๆ เช่น การแจ้งเตือน สายเข้า และสถานะการเล่นเพลงได้ด้วย

Phone (4a) Series ดีไซน์โปร่งใสที่ยังเป็นตัวเองชัดเจนกว่าเดิม
Phone (4a) Series ยังคงรักษา DNA แบบโปร่งใสของ Nothing เอาไว้ แต่เพิ่มมิติของวัสดุ สี และเลเยอร์งานออกแบบให้แตกต่างจากสมาร์ตโฟนทั่วไปในตลาด
Phone (4a) Pro มาในโครงสร้างอะลูมิเนียมแบบ Metal Unibody ตัวเครื่องบาง 7.95 มม. หนัก 210 กรัม ให้สัมผัสพรีเมียมและแข็งแรง ขณะที่ Phone (4a) ใช้กระจกด้านหลังและเฟรมโพลีคาร์บอเนต เพื่อบาลานซ์เรื่องน้ำหนักและความทนทาน ตัวเครื่องบางราว 8.5 มม. หนักประมาณ 205 กรัม เหมาะกับการใช้งานทุกวัน
Phone (4a) Pro ชูพลังกล้องและ AI สำหรับสายคอนเทนต์
Phone (4a) Pro ถูกวางเป็นรุ่นท็อปของซีรีส์ โดยเน้นผู้ใช้ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการถ่ายภาพและการสร้างสรรค์คอนเทนต์มากกว่าการใช้งานทั่วไป
ระบบกล้องประกอบด้วยกล้องหลัก 50MP ใช้เซ็นเซอร์ Sony ขนาด 1/1.56 นิ้ว กล้อง Periscope 50MP รองรับซูมออปติคัล 3.5x และซูมสูงสุด 140x กล้อง Ultra-wide 8MP และกล้องหน้า 32MP ทั้งหมดทำงานร่วมกับ TrueLens Engine 4 และ Ultra XDR เพื่อช่วยจัดการมิติแสง เงา และรายละเอียดของภาพให้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายในสภาพแสงน้อย
อีกจุดเด่นคือ AI Preset ที่ช่วยให้ผู้ใช้กำหนด mood & tone ของภาพได้ตั้งแต่ก่อนกดชัตเตอร์ ลดขั้นตอนการแต่งภาพภายหลัง และทำให้การถ่ายภาพมีคาแรกเตอร์ชัดขึ้นตั้งแต่ต้นทาง
ด้านหน้าจอ รุ่น Pro มาพร้อมพาเนล AMOLED ความละเอียด 1.5K รีเฟรชเรต 144Hz และความสว่างสูงสุด 5,000 nits ขับเคลื่อนด้วย Snapdragon 7 Gen 4 พร้อม RAM สูงสุด 12GB และความจุ 256GB รองรับทั้งการถ่ายภาพ แต่งภาพ และการใช้งาน AI แบบ on-device ได้อย่างลื่นไหล
Phone (4a) รุ่นคุ้มค่าที่ได้ประสบการณ์ใกล้รุ่นบน
Phone (4a) ถูกออกแบบมาเพื่อจับกลุ่มผู้ใช้ที่ต้องการความคุ้มค่า แต่ยังอยากได้ประสบการณ์ใช้งานที่ครบเครื่อง ทั้งกล้อง จอ และฟีเจอร์ AI
ตัวเครื่องมาพร้อมกล้องหลัก 50MP กล้อง Periscope 50MP รองรับซูมสูงสุด 70x กล้อง Ultra-wide 8MP และกล้องหน้า 32MP พร้อม AI Preset เช่นเดียวกับรุ่น Pro ช่วยให้การเลือกโทนภาพและสไตล์การถ่ายทำได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งแอปภายนอกมากนัก
ขุมพลังภายในใช้ Snapdragon 7s Gen 4 มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ 8GB + 256GB และ 12GB + 256GB หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียด 1.5K รีเฟรชเรต 120Hz และความสว่างสูงสุด 4,500 nits ส่วนแบตเตอรี่ให้มาที่ 5,080 mAh รองรับชาร์จเร็ว 50W
AI กล้องและ Essential AI ใช้งานจริงได้ในชีวิตประจำวัน
Nothing วาง AI เป็นอีกหนึ่งจุดขายสำคัญของ Phone (4a) Series โดยไม่ได้จำกัดแค่การถ่ายภาพ แต่ขยายไปสู่การจัดการข้อมูลและการใช้งานประจำวันด้วย
ฝั่งกล้องมีทั้ง AI Best Shot สำหรับเลือกภาพที่ดีที่สุดจากหลายช็อตอัตโนมัติ AI Erase สำหรับลบสิ่งรบกวนในภาพ AI Cutout สำหรับแยกตัวแบบออกจากฉากหลัง และ AI Tone Sync ที่ช่วยปรับโทนสี แสง และบาลานซ์ของภาพแบบเรียลไทม์
ขณะที่ฝั่งการใช้งานทั่วไปจะมีชุดฟีเจอร์ Essential AI ไม่ว่าจะเป็น Essential Space สำหรับจัดเก็บข้อมูลสำคัญ, Essential Memory ที่ช่วยจดจำพฤติกรรมการใช้งาน, Essential Search สำหรับค้นหาข้อมูลอย่างชาญฉลาด, Essential Key ปุ่มลัดเรียกใช้งาน AI, Essential Recorder สำหรับบันทึกเสียงและสรุปเนื้อหาอัตโนมัติ รวมถึง Intelligent Analysis, Collections / For You และ Essential Apps / Playground
Nothing ระบุว่าฟีเจอร์เหล่านี้ถูกออกแบบให้ทำงานแบบ on-device เพื่อให้ตอบสนองเร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น และรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น
Headphone (a) หูฟังครอบหูที่เน้นทั้งเสียงและตัวตน
นอกจากสมาร์ตโฟน Nothing ยังเปิดตัว Headphone (a) ซึ่งเป็นหูฟังครอบหูที่ต่อยอดแนวคิด “Built Different” มาสู่หมวดอุปกรณ์เสียง
Headphone (a) ยังคงเอกลักษณ์ดีไซน์โปร่งใสของแบรนด์ แต่ตีความใหม่ในรูปแบบหูฟัง Over-ear โครงสร้างหลักใช้ Aluminium Alloy เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและลดการบิดงอ ส่วน earcup ใช้วัสดุ Memory Foam Cushion หุ้มด้วยหนังสังเคราะห์ PU Leather เพื่อช่วยกระจายน้ำหนักและลดแรงกดทับในการสวมใส่ระยะยาว
ด้านคุณภาพเสียงรองรับ Hi-Res Audio, LDAC และ USB-C Lossless Audio พร้อมช่องเสียบ 3.5 มม. มีระบบตัดเสียงรบกวนแบบ Adaptive ANC โหมด Transparency Mode และไมโครโฟน 3 ตัวสำหรับช่วยแยกเสียงพูดออกจากเสียงรบกวนรอบข้าง
ลูกเล่นเพิ่มเติมยังมี Camera Shutter Mode ที่ใช้หูฟังเป็นรีโมตถ่ายภาพ รองรับการเชื่อมต่อพร้อมกัน 2 อุปกรณ์ ใช้งานได้ทั้ง iOS และ Android และแบตเตอรี่ใช้งานได้นานสูงสุด 135 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC
ราคา Nothing Phone (4a) Series และ Headphone (a) ในไทย
Nothing Phone (4a) Pro รุ่น 12GB + 256GB ราคา 18,999 บาท มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ ขาว ดำ และชมพู
Nothing Phone (4a) รุ่น 8GB + 256GB ราคา 14,999 บาท และรุ่น 12GB + 256GB ราคา 16,999 บาท มี 4 สี ได้แก่ ขาว ดำ ชมพู และน้ำเงิน
Nothing Headphone (a) ราคา 5,999 บาท มีสีขาว ดำ และชมพู ส่วนสีเหลือง Limited Edition ต้องรอติดตามการเข้ามาจำหน่ายในไทยอีกครั้ง
โปรโมชันช่วงพรีออเดอร์

Phone (4a) Pro รับส่วนลด Early Nothinger 1,000 บาท แถม CMF Buds 2 มูลค่า 1,899 บาท และรับประกัน 2 ปี มูลค่า 1,999 บาท รวมมูลค่า 4,989 บาท / ราคาตัวเครื่องแบบผูกสัญญากับ Operator 12,799 บาท
Phone (4a) รับส่วนลด Early Nothinger 1,000 บาท ฟรีอัปเกรดจาก 8GB + 256GB เป็น 12GB + 256GB มูลค่ากว่า 2,000 บาท และรับประกัน 2 ปี มูลค่า 1,999 บาท รวมมูลค่า 4,999 บาท / ราคาตัวเครื่องแบบผูกสัญญากับ Operator 8,999 บาท
Headphone (a) รับ Nothing Double Sided Fold Bag มูลค่า 999 บาท และหากซื้อพร้อมสมาร์ตโฟนรับส่วนลดเพิ่ม 1,199 บาท รวมมูลค่า 2,198 บาท
สินค้าทั้งหมดจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 เมษายน 2026 โดย Nothing ยังประกาศแผนขยายช่องทางจำหน่ายในไทยเพิ่มขึ้น 5 เท่าภายในปี 2026 ครอบคลุมทั้ง AIS, Banana, Dotlife, PowerBuy, True รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Lazada, Shopee และ TikTok Shop
ด้านบริการหลังการขาย บริษัทเปิด Call Center โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ที่หมายเลข 1800 018 320 และ 1800 013 896 พร้อมศูนย์บริการ 10 แห่งทั่วประเทศ รองรับฐานผู้ใช้ที่เติบโตต่อเนื่องในไทย
ติดตามข่าวสารอัปเดตวงการเทคโนโลยี เกม และไลฟ์สไตล์เพิ่มเติมได้ที่ techcatchup.net
พร้อมช่องทางโซเชียล Facebook | Instagram | TikTok | YouTube | X



