Dissidia Duellum Final Fantasy เปิดให้เล่นอย่างเป็นทางการแล้ว โดยเป็นการกลับมาของซีรีส์ครอสโอเวอร์จากจักรวาล Final Fantasy ในรูปแบบใหม่ ที่ฉีกแนวจากภาคก่อน ๆ อย่างชัดเจน ทั้งในด้านเกมเพลย์ โครงสร้าง และการเล่าเรื่อง



ครั้งนี้ตัวเกมมาในคอนเซปต์ reverse isekai พาเหล่าฮีโร่ชื่อดังของ Final Fantasy เข้าสู่ “โตเกียวยุคปัจจุบัน” เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ประหลาดจากมอนสเตอร์และคริสตัลลึกลับ พร้อมเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับองค์กรปริศนาที่เรียกว่า “Committee” และการใช้เทคโนโลยีพรางตัวที่ทำให้ตัวละครถูกเรียกว่า “Ghosts”
จุดเด่นของเกมคือโหมดหลัก “3vs3 Team Boss Battle Arena” ที่ให้ผู้เล่นแบ่งทีม 3 คน แข่งขันกันโค่นบอสตัวเดียวให้เร็วที่สุด โดยยังคงใช้ระบบ Bravery และ HP Attack แบบฉบับ Dissidia แต่ถูกปรับให้รวดเร็วและเน้นการเล่นเป็นทีมมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


ผู้เล่นสามารถสะสม Bravery จากการทำลายคริสตัลหรือโจมตีฝ่ายตรงข้าม เมื่อสะสมถึงระดับสูงสุดจะเข้าสู่ Burst Mode เพื่อทำดาเมจใส่บอส และสามารถประสาน Burst พร้อมเพื่อนร่วมทีมเพื่อสร้างคอมโบเพิ่มความเสียหายได้ ทำให้การสื่อสารและจังหวะทีมมีความสำคัญอย่างมาก
อีกหนึ่งจุดที่ทำให้เกมโดดเด่นคือ “สไตล์การเล่นของตัวละคร” ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสายโจมตีเร็วแบบ hit-and-run, สายซัพพอร์ต หรือสายควบคุมพื้นที่ ส่งผลให้การจัดทีมและการวางแผนมีความหลากหลายมากขึ้น



ในเกม Dissidia Duellum ใช้โมเดล free-to-play พร้อมระบบกาชาที่แบ่งเป็นการสุ่มตัวละคร และการสุ่มความสามารถ โดยผู้เล่นสามารถสะสมทรัพยากรในเกมเพื่อปลดล็อกตัวละคร หรือเลือกซื้อแบบเจาะจงได้ผ่าน Character Ticket
ขณะเดียวกัน เนื้อเรื่องของเกมจะถูกผูกอยู่กับ Season Pass ซึ่งผู้เล่นต้องลงเล่นแมตช์เพื่อสะสมแต้มและปลดล็อกเนื้อหาเพิ่มเติม ทั้งฉากคัตซีนและบทสนทนาในรูปแบบข้อความ ทำให้โครงสร้างการเล่าเรื่องมีลักษณะเป็นตอนสั้น ๆ ต่อเนื่องตามความคืบหน้าในพาส
แม้ตัวเกมจะมีไอเดียที่น่าสนใจ ทั้งการนำตัวละคร Final Fantasy มาใช้ชีวิตในโลกจริง และระบบต่อสู้ที่รวดเร็วและมีเอกลักษณ์ แต่ก็ยังมีประเด็นที่ต้องจับตา โดยเฉพาะความหลากหลายของโหมดในระยะยาว ความสมดุลของระบบกาชา และทิศทางการอัปเดตคอนเทนต์หลังเปิดให้บริการ
Dissidia Duellum Final Fantasy จึงเป็นอีกหนึ่งเกมที่เปิดตัวมาพร้อม “ศักยภาพ” แต่ก็ยังต้องพิสูจน์ตัวเองต่อไปว่าจะสามารถยืนหยัดและดึงผู้เล่นให้อยู่กับเกมได้ในระยะยาวหรือไม่
แนะนำตัวละครเริ่มต้น
ในเกม Dissidia Duellum Final Fantasy การเลือก “ตัวหลัก” ตั้งแต่ต้นจะมีผลกับการเล่นระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อระบบเกมผูกกับกาชาและการอัปเกรดสกิล
Cloud – ตัวจบสายดาเมจ (แนะนำที่สุด)
เหมาะกับทั้งล่าบอสและ PvP จุดเด่นคือดาเมจสูงและมีสกิลยกศัตรูขึ้นฟ้าเพื่อเปิดคอมโบ ทำให้เล่นง่ายและเห็นผลเร็ว เหมาะกับผู้เล่นใหม่ที่อยากได้ตัวแบกทีม
Lightning – เล่นง่าย คล่องตัวสูง
สายสปีด เคลียร์คริสตัลไว และมี AoE ใช้งานได้ทั้ง PvP และบอส จุดเด่นคือเข้าถึงง่าย แต่ต้องระวังเพราะตัวบาง
Kain – ตัวโปร สายครบเครื่อง
มีความยืดหยุ่นสูงมาก เล่นได้ทั้ง PvP, บอส และคุมพื้นที่ แต่ต้องใช้สกิลและความเข้าใจเกมพอสมควร เหมาะกับคนที่อยากจริงจัง
Gaia – ตัว AoE คุมทีมไฟต์
เด่นเรื่องสกิลหมู่และควบคุมพื้นที่ สามารถกดดันทีมศัตรูได้ดี แต่ต้องกะจังหวะสกิลแม่น
Warrior of Light – สายแทงค์/ซัปพอร์ต
เหมาะกับทีมที่เล่นเป็นระบบ ช่วยบัฟและรับดาเมจได้ดี แต่ถ้าเล่นเดี่ยวจะเห็นข้อจำกัดชัด
Krile – สายฮีลล้วน (เฉพาะทาง)
ฮีลดีที่สุดในเกม แต่แทบไม่มีดาเมจ เหมาะกับทีมที่จัดมารองรับโดยเฉพาะ
Terra – สายยิงไกล ดาเมจแรงแต่ต้องแม่น
ตัวละครระยะไกลที่ทำดาเมจได้สูงทั้งบอสและ PvP แต่ต้องใช้จังหวะสกิลที่แม่นยำ หากเล่นคล่องจะเป็นตัวทำดาเมจจากระยะปลอดภัยที่โหดมาก
Prompto – สาย PvP กวนเกม มีสตัน
มีความสามารถก่อกวนและหยุดศัตรูด้วยสกิลสตัน เหมาะกับการเปิดไฟต์หรือขัดจังหวะทีมตรงข้าม แต่ต้องบริหารคูลดาวน์ดีและใช้ค่อนข้างยาก
Rinoa – เล่นง่าย แต่โดนอ่านทางง่าย
จุดเด่นคือเข้าใจง่ายและใช้งานไม่ซับซ้อน แต่ข้อเสียคือรูปแบบการเล่นค่อนข้างตรงไปตรงมา ทำให้ผู้เล่นฝั่งตรงข้ามรับมือได้ไม่ยาก
Zidane – สายคล่องตัว hit-and-run
เน้นความเร็วและการเข้าไวออกไว เหมาะกับการก่อกวนและตอดศัตรู แต่โดยรวมยังไม่โดดเด่นในเมตา และสกิลยังไม่ค่อยส่งเสริมกันเท่าที่ควร
“Cloud / Lightning / Kain” คือ 3 ตัวเริ่มต้นที่น่าสนใจที่สุดตอนนี้
ดาวน์โหลดเกม
ติดตามข่าวสารอัปเดตวงการเทคโนโลยี เกม และไลฟ์สไตล์เพิ่มเติมได้ที่ techcatchup.net
พร้อมช่องทางโซเชียล Facebook | Instagram | TikTok | YouTube | X



