Veeam Software นำเสนอความสามารถ Agentic AI บน Veeam DataAI Command Platform ภายในงาน VeeamON Tour Thailand โดยออกแบบมาให้ช่วยองค์กรจัดการความเป็นส่วนตัว การขอความยินยอม และการปฏิบัติตามกฎระเบียบแบบอัตโนมัติ พร้อมสร้างหลักฐานให้องค์กรตรวจสอบได้ว่า AI ใช้ข้อมูลอะไรและระบบทำตามนโยบายกำกับดูแลแบบไหน
ความสามารถชุดนี้ประกอบด้วย Consent Agent, Data Subject Request Agent และ Assessment Agent ซึ่งเข้ามารับงานที่ต้องตรวจสอบข้อมูลจำนวนมากหรือทำซ้ำเป็นประจำ เพื่อให้ทีมความเป็นส่วนตัว กฎหมาย และการตลาดมีเวลาไปดูแลงานที่ยังต้องให้คนพิจารณาและตัดสินใจ
องค์กรไทยต้องเตรียมพร้อมรับกฎด้านข้อมูลและ AI
Veeam ระบุว่าองค์กรไทยกำลังเผชิญสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA ครอบคลุมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่นำไปใช้ในระบบ AI รวมถึงการขอความยินยอมและการโอนข้อมูลข้ามพรมแดน
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPC ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแนวปฏิบัติว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในการพัฒนาและใช้ AI เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ส่วนสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติ AI เมื่อเดือนกรกฎาคม 2569
ตามข้อมูลจาก Veeam ร่างพระราชบัญญัติ AI มีข้อเสนอเกี่ยวกับข้อกำหนดเพิ่มเติมและหลักความรับผิดโดยเคร่งครัด หรือ Strict Liability แต่ข้อกำหนดเหล่านี้จะมีผลบังคับใช้ต่อเมื่อร่างดังกล่าวได้รับการประกาศเป็นกฎหมายแล้วเท่านั้น
การบังคับใช้ PDPA ในไทยมีความชัดเจนขึ้นต่อเนื่อง โดยมีโทษปรับทางปกครองสะสมมากกว่า 21.5 ล้านบาท จาก 6 กรณีและ 9 คำสั่ง ในจำนวนนี้เป็นค่าปรับ 8 รายการ รวม 14.5 ล้านบาท ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568
PDPA ยังกำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลต่อสำนักงาน PDPC โดยไม่ชักช้า หรือภายใน 72 ชั่วโมงนับตั้งแต่ทราบเหตุ เว้นแต่เหตุละเมิดนั้นไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูล
ปัญหาคือโปรแกรมบริหารความเป็นส่วนตัวของหลายองค์กรยังต้องอาศัยการประเมินด้วยคน สเปรดชีต และกระบวนการทำงานที่แยกจากกัน ทำให้การติดตามว่านโยบายถูกนำไปใช้จริงในทุกระบบเป็นเรื่องยากขึ้นเมื่อองค์กรขยายการใช้ AI
เจษฎา ภาสวรวิทย์ ผู้จัดการอาวุโสประจำประเทศไทยของ Veeam กล่าวว่า ธุรกิจไทยจำเป็นต้องแสดงให้เห็นได้ว่า AI ใช้ข้อมูลอะไรและทำตามนโยบายกำกับดูแลแบบไหน โดยควรวางระบบเก็บหลักฐานไว้ในกระบวนการทำงานตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เพิ่มเข้ามาภายหลัง
ประสบการณ์ด้าน Data Resilience เป็นฐานของการกำกับดูแล AI
Veeam ยกตัวอย่างองค์กรในประเทศไทยที่นำโซลูชันด้าน Data Resilience ไปใช้งานแล้ว ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ EGAT ซึ่งลดเวลาการกู้คืนและค้นหาข้อมูลจากหนึ่งชั่วโมงเหลือห้านาที
KBTG บริษัทในเครือธนาคารกสิกรไทย ลดเวลางานด้านธุรการได้ราว 900 ชั่วโมงต่อเดือน พร้อมสนับสนุนการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่วนบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เพิ่มประสิทธิภาพของระบบไอทีได้ถึง 99%
Veeam มองว่าประสบการณ์ด้านการกู้คืนและบริหารข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาเป็นพื้นฐานสำหรับการกำกับดูแลข้อมูลและ AI ซึ่งต้องตรวจสอบได้ทั้งในระหว่างการทำงานและเมื่อต้องเข้ารับการตรวจสอบ
Consent Agent ส่งต่อการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวไปทุกระบบ
เมื่อผู้ใช้ปฏิเสธเทคโนโลยีติดตาม ถอนความยินยอมด้านการตลาด หรือจำกัดไม่ให้ข้อมูลถูกนำไปใช้ปรับแต่งโมเดล AI ความต้องการเหล่านั้นต้องถูกนำไปใช้กับทุกระบบที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เฉพาะเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่ผู้ใช้กดตั้งค่า
Consent Agent จัดการวงจรการขอความยินยอมตั้งแต่การสร้างแบนเนอร์ การทดสอบอัตโนมัติ การตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงการแก้ไขปัญหาอัตโนมัติ โดยตรวจจับสัญญาณจากโดเมนของลูกค้า เช่น การตั้งค่าคุกกี้ การปฏิเสธการตลาด การถอนสิทธิ์สำหรับ AI Personalization และข้อจำกัดในการประมวลผลข้อมูลปลายทาง
จากนั้นระบบจะช่วยส่งต่อและบังคับใช้สัญญาณเหล่านี้กับแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูล AI pipelines เทคโนโลยีโฆษณา แอปพลิเคชัน SaaS และระบบของบุคคลที่สามซึ่งถูกตั้งค่าให้รองรับความต้องการดังกล่าว
Consent Agent ยังใช้ฐานข้อมูลกฎระเบียบของ Veeam เพื่อประเมินความเสี่ยงตามเขตอำนาจกฎหมาย พร้อมรวมข้อมูลไว้ในแดชบอร์ดส่วนกลาง ช่วยให้ทีมความเป็นส่วนตัว กฎหมาย และการตลาดมองเห็นช่องว่างของการขอความยินยอมได้จากจุดเดียว
“นโยบายที่ตายตัวและการรายงานรายไตรมาสถูกออกแบบมาสำหรับโลกที่ข้อมูลเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าและ AI ยังไม่ได้เข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจ ทว่าโลกใบนั้นได้จบสิ้นลงแล้ว”
Michael Dolan รองประธานและ Chief Privacy Officer ของ Best Buy
PrivacyOps AI agents ทั้ง 3 ตัวทำอะไรได้บ้าง?
Consent Agent
Consent Agent ดูแลการขอความยินยอมและแก้ไขปัญหาตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การสร้างแบนเนอร์ การทดสอบ การตรวจสอบต่อเนื่อง ไปจนถึงการแก้ไขอัตโนมัติ พร้อมประเมินความเสี่ยงตามเขตอำนาจกฎหมายและแสดงผลผ่านแดชบอร์ดส่วนกลาง โดย Consent Agent พร้อมให้บริการแล้วบน Veeam DataAI Command Platform
Data Subject Request Agent
Data Subject Request Agent ช่วยสร้างและดูแลแบบฟอร์มรับคำขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลให้เหมาะกับขอบเขตการดำเนินงานและข้อกำหนดของแต่ละองค์กร
ทีมงานสามารถสร้างแบบฟอร์มภายในไม่กี่นาทีและปรับให้สอดคล้องกับกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลง โดยไม่ต้องรอฝ่ายกฎหมายหรือนักพัฒนาปรับแบบฟอร์มใหม่ทุกครั้ง Veeam ประมาณการว่าเอเจนต์นี้ช่วยลดเวลาจัดทำแบบฟอร์ม Data Subject Request หรือ DSR ได้ราว 50% ทั้งนี้ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดและรูปแบบการนำไปใช้ของแต่ละองค์กร โดย Data Subject Request Agent พร้อมให้บริการแล้ว
Assessment Agent
Assessment Agent วิเคราะห์หลักฐานประกอบและนำไปจัดทำคำตอบสำหรับแบบประเมินที่ปรับตามบริบทขององค์กร ครอบคลุมการประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ DPIA การประเมินความสอดคล้องตาม EU AI Act และแบบสอบถามความเสี่ยงของผู้ขาย โดย Assessment Agent พร้อมให้บริการแล้ว
DataAI Command Platform เชื่อมข้อมูล AI และอัตลักษณ์
ความสามารถทั้งหมดทำงานบน Veeam DataAI Command Platform ซึ่งรวม DataAI Security, DataAI Governance, DataAI Compliance, DataAI Privacy และ DataAI Resilience ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว
ระบบขับเคลื่อนด้วย DataAI Command Graph ซึ่งเป็นชั้นข้อมูลอัจฉริยะที่เชื่อมต่อกับบริการหลายร้อยรายการ ครอบคลุมระบบคลาวด์ แอปพลิเคชัน SaaS และระบบภายในองค์กร
ส่วน DataAI Privacy ใช้ People Data Graph เพื่อรวมข้อมูลส่วนบุคคลทั้งแบบมีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้างจากสภาพแวดล้อมไฮบริดมัลติคลาวด์ ช่วยให้องค์กรบังคับใช้นโยบายแบบเรียลไทม์ตามเขตอำนาจกฎหมาย และสร้างหลักฐานสำหรับตรวจสอบว่าระบบนำนโยบายไปใช้จริงหรือไม่
AI agents จึงทำงานจากบริบทที่อัปเดตอย่างต่อเนื่อง แทนการอ้างอิงข้อมูลจากการประเมิน ณ ช่วงเวลาเดียว ช่วยให้กระบวนการกำกับดูแลปรับตามการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลและ AI ได้เร็วขึ้น
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ Veeam
มุมมองจาก TechCatchUp
ความน่าสนใจของ Agentic AI ชุดนี้ไม่ได้อยู่แค่การนำ AI มาช่วยสร้างแบบฟอร์มหรือกรอกแบบประเมิน แต่เป็นการเชื่อมการตั้งค่าความยินยอมไปยังระบบที่เกี่ยวข้อง พร้อมเก็บหลักฐานว่ามีการบังคับใช้นโยบายจริง
สำหรับองค์กรไทยที่ต้องรับมือทั้งการบังคับใช้ PDPA และข้อกำหนดด้าน AI ซึ่งกำลังพัฒนา ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับและแสดงหลักฐานได้ต่อเนื่องจะมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะองค์กรที่มีข้อมูลกระจายอยู่บนคลาวด์ SaaS และระบบภายในหลายชุด จึงเป็นความสามารถที่น่าสนใจสำหรับการกำกับดูแล AI ในระดับองค์กร
ติดตามข่าวสารอัปเดตเทคโนโลยี เกม และไลฟ์สไตล์เพิ่มเติมได้ที่หน้าแรก techcatchup.net
พร้อมช่องทางโซเชียล Facebook | Instagram | TikTok | YouTube | X



