นาโอกิ ฮามากุจิ (Naoki Hamaguchi) ผู้กำกับเกม Final Fantasy VII Revelation ที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อญี่ปุ่น 4Gamer เปิดเผยถึงสาเหตุที่ทีมพัฒนาเลือกเดินหน้าสร้างเกมภาคสุดท้ายของไตรภาครีเมคด้วย Unreal Engine 4 (UE4) แทนที่จะเปลี่ยนไปใช้ Unreal Engine 5 (UE5) ซึ่งเป็นเอนจินรุ่นใหม่กว่า
ฮามากุจิอธิบายว่า แม้หลายคนอาจมองว่าเทคโนโลยีที่ใหม่กว่าย่อมดีกว่า แต่สำหรับทีมพัฒนาแล้ว การพิจารณาจากทั้งมุมมองทางธุรกิจและประสบการณ์ของผู้เล่น การนำเกมออกวางจำหน่ายได้เร็วที่สุดถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
เขาระบุว่าทีมงานได้ทำงานและปรับแต่ง Unreal Engine 4 สำหรับซีรีส์ Final Fantasy VII Remake มาอย่างต่อเนื่อง จนมีความเชี่ยวชาญกับเครื่องมือและกระบวนการพัฒนาอยู่แล้ว ดังนั้นการเปลี่ยนไปใช้ Unreal Engine 5 จะหมายถึงการต้องเริ่มต้นสร้างระบบและเวิร์กโฟลว์ใหม่จำนวนมาก ซึ่งอาจทำให้ระยะเวลาการพัฒนาเกมยืดเยื้อออกไป
ฮามากุจิยังเผยว่า เขาได้ตัดสินใจตั้งแต่ช่วงต้นของโปรเจกต์ว่าจะใช้ Unreal Engine 4 ต่อไป และไม่เปิดให้มีการถกเถียงเรื่องการเปลี่ยนเอนจินภายในทีม เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนระหว่างการพัฒนา แม้จะคาดการณ์ได้ว่าทีมงานบางส่วนอาจสนใจทดลองใช้ฟีเจอร์ใหม่ ๆ ของ Unreal Engine 5 ก็ตาม
นอกจากนี้ เขายังมองว่าการตัดสินใจดังกล่าวพิสูจน์แล้วว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะทีมพัฒนามีความเข้าใจโครงสร้างของ Unreal Engine 4 อย่างลึกซึ้ง และสามารถปรับแต่งหรือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ภายในเอนจินได้ด้วยตนเองเมื่อจำเป็น
Final Fantasy VII Revelation เป็นเกมภาคสุดท้ายของโปรเจกต์รีเมค Final Fantasy VII และมีกำหนดวางจำหน่ายในปี 2027 โดยทีมพัฒนายังคงใช้รากฐานเทคโนโลยีเดียวกับ Final Fantasy VII Remake และ Final Fantasy VII Rebirth เพื่อรักษาความต่อเนื่องของกระบวนการพัฒนา และลดระยะเวลาการผลิตเกม
ติดตามข่าวสารอัปเดตวงการเทคโนโลยี เกม และไลฟ์สไตล์เพิ่มเติมได้ที่หน้าแรก techcatchup.net
พร้อมช่องทางโซเชียล Facebook | Instagram | TikTok | YouTube | X



