ศูนย์วิจัย ELSI ของมหาวิทยาลัยโอซาก้า ซึ่งศึกษาเรื่องจริยธรรม กฎหมาย และสังคม ได้เผยแพร่งานวิจัยชื่อ “การเปรียบเทียบกลยุทธ์เปิดตัว Nintendo Switch 2 ระหว่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น: มุมมองด้านเศรษฐกิจ จริยธรรม และสังคม” (ชื่ออย่างไม่เป็นทางการ) โดยศึกษาเหตุผลที่ Nintendo ใช้ระบบจับสลากพรีออร์เดอร์ในญี่ปุ่น แต่ใช้ระบบมาก่อนได้ก่อนในสหรัฐฯ
งานวิจัยนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง ELSI กับฝ่ายวิจัยของ Mercari แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของญี่ปุ่น โดยไม่มี Nintendo เข้ามาเกี่ยวข้อง และผู้วิจัยก็ไม่ได้สมัครเข้าร่วมพรีออร์เดอร์แต่อย่างใด
ในญี่ปุ่น Nintendo เปิดให้สมาชิก NSO พรีออร์เดอร์ผ่านระบบจับสลากใน My Nintendo Store ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน โดยผู้สมัครต้องมีระยะเวลาการเล่นและประวัติการสมัครสมาชิกถึงเกณฑ์ที่กำหนด แม้หลังเครื่องวางขายแล้วก็ยังเปิดให้ลงทะเบียนรอบใหม่อยู่ โดยรอบที่ 5 จะปิดรับในวันที่ 24 กรกฎาคม ซึ่งจากความต้องการที่ล้นหลาม ทำให้โอกาสได้เครื่องผ่านระบบนี้ต่ำมาก โดยเฉพาะรุ่นราคาถูกที่ล็อกโซน

ในทางกลับกัน ฝั่งสหรัฐฯ ใช้ระบบมาก่อนได้ก่อน แม้ยังมีเงื่อนไขบางประการ เช่น ต้องเป็นสมาชิก NSO มานานเกิน 1 ปีและมีชั่วโมงเล่นเกิน 50 ชั่วโมง แต่จะจัดลำดับสิทธิ์ตามลำดับการสมัคร
แม้เป็นเครื่องเดียวกัน แต่กลยุทธ์พรีออร์เดอร์ต่างกันโดยสิ้นเชิง นักวิจัยจึงตั้งข้อสังเกตและเสนอสมมติฐานไว้หลายประการ
เริ่มจากข้อสังเกตว่า ทั้งสองประเทศเจอสถานการณ์เดียวกัน คือมีความต้องการสูงเกินกำลังผลิต หากใช้แนวทางแบบเศรษฐกิจล้วน ๆ Nintendo อาจปล่อยให้ตลาดกำหนดราคาด้วยตัวเอง เช่น ใช้ Dynamic Pricing หรือยอมให้มีตลาดรีเซลอย่างเสรี แต่นั่นไม่ใช่แนวทางที่ Nintendo เลือก
ญี่ปุ่นเลือกใช้ระบบจับสลากซึ่งมีต้นทุนและความยุ่งยากมากกว่า โดยไม่ให้ผู้ที่พร้อมจ่ายมากกว่าได้เปรียบ จุดน่าสนใจคือต้องมีชั่วโมงเล่นขั้นต่ำ 50 ชั่วโมงเพื่อสมัคร จึงเหมือน Nintendo พยายามให้สิทธิ์กับคนที่ “เล่นจริง” มากกว่าคนที่ “จ่ายเก่ง”
รายงานเสนอสมมติฐานไว้ 5 ข้อ (A ถึง E) โดยข้อ B ระบุว่า ตัวเครื่องเกมไม่จำเป็นต้องทำกำไรในตัวเอง เพราะรายได้หลักอยู่ที่เกม ดิจิทัลเซอร์วิส และบริการสมัครสมาชิกหลังเปิดตัว หากช่วงเปิดตัวทำให้ผู้บริโภครู้สึกไม่ดี จะส่งผลเสียต่อแบรนด์และรายได้ระยะยาว Nintendo อาจเลือกทางที่ปลอดภัยกว่าเพื่อลดความเสี่ยงด้านชื่อเสียง

ถึงแม้ฝั่งอเมริกาก็มีเงื่อนไขที่คล้ายกัน แต่ญี่ปุ่นลงลึกกว่ามาก เช่น มีรอบล็อตเตอรี่ต่อเนื่องและคัดกรองผู้เล่นอย่างเข้มงวด งานวิจัยยังชี้ว่า ผู้บริโภคญี่ปุ่นมีความคาดหวังสูงกว่าฝั่งอเมริกา โดยต้องการให้บริษัทแสดงจุดยืนชัดเจนในการต่อต้านพฤติกรรมรีเซลหรือโก่งราคา
สมมติฐานข้อ C ถึง E มองจากแง่จริยธรรมและสังคม ผู้บริโภคญี่ปุ่นอาจมองว่าระบบล็อตเตอรี่ยุติธรรมกว่า เพราะไม่ขึ้นกับปัจจัยอย่างความเร็ว อินเทอร์เน็ต หรือเวลาว่าง ขณะที่ฝั่งอเมริกาให้คุณค่ากับความพยายาม ความเร็ว และการเตรียมตัว ระบบมาก่อนได้ก่อนจึงสะท้อนแนวคิดแบบ Individual Responsibility แม้จะมีปัจจัยด้านความไม่เท่าเทียมเข้ามาเกี่ยวข้องบ้างก็ตาม
ในสหรัฐฯ การเข้าคิวซื้อสินค้าใหญ่ ๆ กลายเป็นวัฒนธรรมแบบหนึ่ง งานวิจัยยกตัวอย่าง ChickenDog ยูทูบเบอร์ที่ตั้งแคมป์รอหน้าร้าน Nintendo New York ล่วงหน้าถึง 2 เดือนเป็นกรณีสุดโต่ง

นอกจากนี้ รายงานยังสังเกตว่าในญี่ปุ่น การที่นักพากย์อย่าง Yuichi Nakamura ซึ่งเป็นผู้พากย์ใน Nintendo Direct ออกมาโพสต์แบบขำ ๆ ว่าเขาก็ไม่ได้ Switch 2 ผ่านระบบล็อตเตอรี่เช่นกัน อาจช่วยบรรเทาความหงุดหงิดของคนทั่วไป และยืนยันความโปร่งใสของระบบว่าไม่มีอภิสิทธิ์แม้แต่คนในวงการ
งานวิจัยนี้เผยให้เห็นถึงความต่างทางวัฒนธรรมระหว่างผู้บริโภคในสองประเทศ และอาจเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนากลยุทธ์ในอนาคต โดยแม้ขณะนี้ญี่ปุ่นยังเน้นระบบล็อตเตอรี่เป็นหลัก แต่ก็เริ่มมีร้านค้าบางแห่งเปิดขายแบบมาก่อนได้ก่อนบ้างแล้ว และระบบนี้อาจกลายเป็นแนวทางหลักเมื่อซัพพลายเริ่มนิ่ง
ติดตามข่าวสารอัปเดตวงการเทคโนโลยี เกม และไลฟ์สไตล์เพิ่มเติมได้ที่ techcatchup.net