Naoki Mutou โปรดิวเซอร์ของ Dragon Quest of the Stars ออกมาเปิดเผยเหตุผลเบื้องหลังการยุติให้บริการเกมมือถือชื่อดังของ Square Enix โดยระบุว่าความซับซ้อนของตัวเกมที่สะสมมาตลอด 10 ปี กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ยากจะควบคุมได้โดยไม่เกิดบั๊ก
Square Enix เพิ่งประกาศว่าจะยุติการให้บริการ Final Fantasy: Brave Exvius และ Dragon Quest of the Stars ในประเทศญี่ปุ่นภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2025 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่ทั้งสองเกมเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีของตัวเองไม่นาน แม้จะมีปัจจัยทางการเงินที่เกี่ยวข้องด้วย แต่ข้อความจาก Naoki Mutou ที่โพสต์ผ่าน Square Enix Bridge เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ชี้ชัดว่าสาเหตุหลักของการปิดเกมคือปัญหาทางเทคนิค
Mutou ระบุว่า ตั้งแต่เข้ารับหน้าที่โปรดิวเซอร์ในปี 2022 เขาให้ความสำคัญกับการทำให้เกมยังคงเปิดให้บริการได้นานที่สุดเป็นอันดับแรก แต่เนื่องจากสภาพแวดล้อมในการพัฒนาและผลิตเกมมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาจึงตระหนักว่าคงเป็นเรื่องยากที่จะให้บริการเกมในระดับที่น่าพึงพอใจต่อไปได้
“ด้วยแรงสนับสนุนจากผู้เล่น Dragon Quest of the Stars ได้ขยายเนื้อหาออกไปอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีทั้งอุปกรณ์และสกิลใหม่ ๆ ที่เพิ่มเข้ามาเรื่อย ๆ ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้การจัดการองค์ประกอบต่าง ๆ ในเกม รวมถึงการปรับสมดุลและการพัฒนาโดยไม่ให้เกิดบั๊ก กลายเป็นเรื่องยากขึ้นมาก” Mutou กล่าว
เขาอธิบายเพิ่มเติมว่าฟังก์ชันที่สะสมอยู่ในตัวโปรแกรมของเกมนั้นมีจำนวนมาก จนทีมพัฒนาต้องทำงานอย่างหนักเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดพฤติกรรมแปลก ๆ หรือบั๊กโดยไม่ตั้งใจ แต่ในที่สุดก็ถึงจุดที่ไม่สามารถให้บริการเกมได้ต่อไปโดยไม่กระทบต่อประสบการณ์ของผู้เล่น
ด้วยเหตุนี้ Square Enix จึงตัดสินใจใช้โอกาสครบรอบ 10 ปีของ Dragon Quest of the Stars เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปิดฉากเนื้อเรื่องและยุติการให้บริการเกมอย่างเป็นทางการ
ในกรณีของ Final Fantasy: Brave Exvius ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าเหตุผลเบื้องหลังเหมือนกันหรือไม่ แต่ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงปัญหาที่เกมประเภท Live-service จำนวนมากกำลังเผชิญ โดยเฉพาะในญี่ปุ่น
โปรแกรมเมอร์และบล็อกเกอร์ด้านเทคนิคชื่อ Eihigh ที่มีประสบการณ์ตรงในวงการกาชาเกมของญี่ปุ่น ระบุว่า “หลังจากเกมเปิดให้บริการมา 10 ปี โค้ดของเกมจะสะสมหนี้ทางเทคนิคจนยากจะชดใช้ได้หมด การพัฒนาฟีเจอร์ใหม่มักถูกให้ความสำคัญเหนือสิ่งอื่น การทดสอบก็น้อย สแต็กเทคโนโลยีล้าหลัง และไม่มีใครรู้ว่าโค้ดไหนลบได้หรือห้ามแตะเด็ดขาด”
Eihigh เสริมว่าปัญหาจะยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงบุคลากรในทีม และนักพัฒนาที่อยู่มาตั้งแต่วันแรกค่อย ๆ ลาออกไป ทำให้ผู้พัฒนารุ่นใหม่ต้องทำงานภายใต้ความเสี่ยงว่าการแก้ไขใด ๆ อาจกระทบกับระบบเก่าโดยไม่รู้ตัว
ทั้งนี้ Square Enix เคยเกือบจะยุติการให้บริการ MMORPG ระยะยาวอย่าง Final Fantasy XI ในปี 2024 แต่ด้วยจำนวนผู้เล่นที่ยังเข้าเกมอย่างต่อเนื่อง ทีมงานจึงตัดสินใจลงทุนอัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานใหม่แทนการปิดตัวลง
ติดตามข่าวสารอัปเดตวงการเทคโนโลยี เกม และไลฟ์สไตล์เพิ่มเติมได้ที่ techcatchup.net
พร้อมช่องทางโซเชียล Facebook | Instagram | TikTok | YouTube | X