Resident Evil ภาคแรกเคยต้องเผชิญกับสิ่งที่ Hideki Kamiya เรียกว่า “เคราะห์ซ้ำกรรมซัดเป็นทอด ๆ” จากโปรเจกต์หนึ่งของ Capcom ที่ถูกยกเลิกกลางคัน โดยหนึ่งในผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดคือเพลงจบที่ฟังดูไม่เข้ากับตัวเกม ซึ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของปัญหาทั้งหมดที่ตามมา
Hideki Kamiya ได้ออกมาเล่าผ่านแพลตฟอร์ม X ถึงเบื้องหลังที่ไม่ค่อยมีใครรู้ของการทำตลาด Resident Evil ภาคแรก โดยชี้ว่าการยกเลิกเกมอีกโปรเจกต์หนึ่งของ Capcom ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ Resident Evil และกลายเป็น “เคราะห์ซ้ำ” ที่ถาโถมเข้ามาตั้งแต่ช่วงเปิดตัว
ซีรีส์ Resident Evil ถือเป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของ Capcom และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเกมที่ทรงอิทธิพลที่สุดในแนวสยองขวัญ อย่างไรก็ตาม จุดเริ่มต้นของแฟรนไชส์นี้กลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และตามคำบอกเล่าของ Hideki ซึ่งเคยมีส่วนร่วมในการพัฒนา Resident Evil ภาคแรก และรับหน้าที่เป็นผู้กำกับ Resident Evil 2 เกมภาคแรกต้องเจอกับอุปสรรคครั้งใหญ่ตั้งแต่วันวางจำหน่าย จากการทำตลาดที่ไม่เพียงพอ และ “เหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่”
Kamiya อธิบายว่า ในช่วงเวลาเดียวกับการพัฒนา Resident Evil ทาง Capcom กำลังพัฒนาเกมอีกโปรเจกต์หนึ่งควบคู่กันไป แต่สุดท้ายเกมดังกล่าวกลับถูกยกเลิกกลางทาง ส่งผลให้บริษัทจำเป็นต้องนำแผนงานบางส่วนที่เตรียมไว้สำหรับเกมที่ถูกยกเลิกนั้น มาโยกใส่ให้กับ Resident Evil เพื่อปฏิบัติตามสัญญาทางธุรกิจที่ทำไว้ก่อนหน้า
หนึ่งในตัวอย่างที่โด่งดังที่สุดคือเพลงจบของเวอร์ชันญี่ปุ่น หรือ Biohazard ซึ่ง Capcom จำเป็นต้องใส่เพลงดังกล่าวลงไปในเกม ทั้งที่แทบไม่ได้คำนึงถึงความต้องการหรือวิสัยทัศน์ของทีมพัฒนาเลย
“เพลงนั้นถูกยัดใส่ให้กับ Resident Evil หลังจากที่อีกโปรเจกต์หนึ่งถูกยกเลิก ซึ่งเดิมทีถูกวางแผนไว้เป็นการร่วมมือระหว่าง Capcom กับ Toshiba EMI (ผมจำรายละเอียดได้ไม่ชัดนัก)” Hideki อธิบายผ่านโพสต์บน X
เขาเสริมว่า “ด้วยเหตุผลเชิง ‘การเมือง’ แบบนั้นเอง เพลงนี้จึงจำเป็นต้องถูกใส่ลงไปในเกม ผมจำได้ว่าทั้งทีมถึงกับนิ่งอึ้ง ตอนที่พวกเรานั่งฟังเดโมเทปที่คุณ Mikami เอามาให้ฟัง”
เพลงที่ว่านี้คือ “Yume de owarasenai …” หรือในภาษาอังกฤษ “I won’t let this end as a dream” ขับร้องโดย Fumitaka Fuchigami ซึ่งถูกใช้เป็นเพลงจบของ Resident Evil เวอร์ชันญี่ปุ่นดั้งเดิม โดยเดิมทีเพลงนี้ถูกเตรียมไว้สำหรับเกมที่ถูกยกเลิก ในฐานะส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง Capcom กับค่ายเพลง Toshiba EMI
แน่นอนว่าเพลงดังกล่าวถูกถอดออกจากเกมในเวอร์ชันอื่นทั้งหมด รวมถึง Resident Evil Director’s Cut ซึ่งเปลี่ยนไปใช้เพลงจบแบบอื่นแทน

อย่างไรก็ตาม “เคราะห์ซ้ำ” ของ Resident Evil ยังไม่ได้จบเพียงแค่นั้น Kamiya เล่าต่อว่า เกมที่ถูกยกเลิกไปนั้นมีสัญญากับนิตยสาร V Jump ในการเปิดเผยข้อมูลเกมแบบเอ็กซ์คลูซีฟล่วงหน้า และเมื่อบทบาทดังกล่าวถูกโยนมาให้ Resident Evil แทน ทำให้บทความเกี่ยวกับเกมไปปรากฏอยู่ใน V Jump ซึ่งมีฐานผู้อ่านแตกต่างจากกลุ่มเป้าหมายของ Resident Evil อย่างสิ้นเชิง
V Jump เป็นนิตยสารมังงะแนวโชเน็นชื่อดัง ที่มุ่งเน้นผู้อ่านเด็กผู้ชายระดับประถมเป็นหลัก และจากข้อผูกมัดทางสัญญาของ Capcom ทำให้ Resident Evil ซึ่งเป็นเกมสำหรับผู้เล่นที่โตขึ้น ไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงของตัวเองได้อย่างเหมาะสม Hideki ยังตั้งข้อสังเกตว่า สัญญาดังกล่าวอาจเป็นอุปสรรคที่ทำให้ Capcom ไม่สามารถนำเสนอข้อมูลเกมผ่านนิตยสารเกมชื่อดังอื่น ๆ ได้
“เราไม่สามารถลงบทความแม้แต่ชิ้นเดียวใน Famitsu ซึ่งเป็นนิตยสารที่ได้รับความนิยมสูงสุดในยุคนั้นได้เลย … และนั่นคือเหตุผลที่ Resident Evil วางจำหน่ายโดยแทบไม่มีใครรู้จัก … มันคือเคราะห์ซ้ำจริง ๆ” เขากล่าว
ท้ายที่สุด แม้ปัญหาเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคหนักหนาในช่วงเริ่มต้น แต่ก็ไม่ได้หยุดยั้งผลงานของ Shinji Mikami จากการเติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในแฟรนไชส์เกมสยองขวัญที่โด่งดังและทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ และสำหรับผู้เล่นชาวญี่ปุ่นจำนวนมากที่เคยสัมผัสเกมบน PlayStation ในยุคนั้น เพลงจบที่ดู “ไม่เข้ากับเกม” เพลงนี้ ก็กลายเป็นความทรงจำให้ชวนคิดถึงที่ยังถูกหยิบยกมาพูดถึงอยู่เสมอ
ติดตามข่าวสารอัปเดตวงการเทคโนโลยี เกม และไลฟ์สไตล์เพิ่มเติมได้ที่ techcatchup.net
พร้อมช่องทางโซเชียล Facebook | Instagram | TikTok | YouTube | X



