อุตสาหกรรมเกมญี่ปุ่นอาจไม่ได้เห็นการปลดพนักงานครั้งใหญ่เหมือนในสหรัฐอเมริกา แต่ผู้พัฒนาในวงการระบุว่าการลดจำนวนบุคลากรกำลังเกิดขึ้นจริง เพียงแต่เกิดขึ้นในรูปแบบที่มองเห็นได้ยาก
หลังจากมีรายงานการปลดพนักงานและการปิดสตูดิโอจำนวนมากในอุตสาหกรรมเกมทั่วโลก นักพัฒนาเกมในญี่ปุ่นก็เริ่มพูดถึงผลกระทบจากปัญหาระดับอุตสาหกรรม เช่น ต้นทุนการพัฒนาเกมที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งกำลังกระทบต่อบริษัทเกมภายในประเทศ
แม้ญี่ปุ่นจะยังไม่เห็นการปลดพนักงานแบบฉับพลันเป็นจำนวนมากเหมือนในสหรัฐฯ แต่ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมมองว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะกฎหมายแรงงานของญี่ปุ่นทำให้การเลิกจ้างพนักงานทำได้ยาก อย่างไรก็ตาม การลดขนาดองค์กรยังคงเกิดขึ้น เพียงแต่อยู่ในรูปแบบที่ “มองไม่เห็น” มากกว่า
ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงโดย Taira Nakamura โปรดิวเซอร์เกมของ Sega และ Mixi ซึ่งได้โพสต์ผ่านบัญชี X ของเขา โดยระบุว่า
“เหตุผลหนึ่งที่บริษัทญี่ปุ่นดูเหมือนจะมีการปลดพนักงานน้อยกว่า แม้ต้องเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนไม่ต่างจากประเทศอื่น น่าจะมาจากกฎหมายแรงงานของญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทไม่สามารถเลิกจ้างพนักงานได้ง่าย กำลังทำให้เกิดแนวโน้มใหม่ คือการไม่รับพนักงานเพิ่ม”
Nakamura อธิบายเพิ่มเติมว่า แนวโน้มดังกล่าวทำให้บริษัทลดโควตาการรับบัณฑิตจบใหม่ รวมถึงทำให้โอกาสในการรับพนักงานที่มีประสบการณ์เข้ามาทำงานลดลงด้วย เขาคาดการณ์ว่าในอนาคต ผู้ที่ต้องการเข้าสู่วงการพัฒนาเกมในญี่ปุ่นจะพบว่าการหางานยากขึ้น
เรื่องนี้ยังสอดคล้องกับผลสำรวจล่าสุดของบริษัทเกมญี่ปุ่นประมาณ 40 แห่ง ซึ่งพบว่าผู้สมัครที่ต้องการเป็นนักพัฒนาเกมในญี่ปุ่น มีเพียงประมาณ 1.9% เท่านั้นที่สามารถได้รับการจ้างงานจริง
นอกจากนี้ การลดขนาดกำลังคนยังส่งผลกระทบต่อสตูดิโอพัฒนาเกมที่รับงานเอาต์ซอร์สมากกว่าบริษัทเกมรายใหญ่
Hiromichi Takahashi ซีอีโอของ Amata Games แสดงความคิดเห็นตอบกลับ Nakamura ว่า แม้อุตสาหกรรมเกมในญี่ปุ่นจะยังไม่ได้ประกาศการปลดพนักงานครั้งใหญ่ แต่บริษัทเกมรายใหญ่จำนวนมากได้ลดปริมาณงานที่ส่งต่อให้ผู้พัฒนาภายนอกลงอย่างมากในช่วงประมาณสองปีที่ผ่านมา
เขากล่าวว่า “แม้จะไม่มีการประกาศปลดพนักงานอย่างชัดเจนในอุตสาหกรรมเกมญี่ปุ่น แต่ในช่วงสองปีที่ผ่านมา บริษัทเกมรายใหญ่จำนวนมากได้ลดจำนวนงานที่ส่งให้สตูดิโอภายนอกอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้นักพัฒนาหลายคนยังคงต้องเผชิญกับความยากลำบาก ญี่ปุ่นเองก็กำลังมีจำนวนผู้พัฒนาลดลง เพียงแต่เกิดขึ้นในรูปแบบที่มองไม่เห็นมากกว่า”
สถานการณ์นี้ยังทำให้เกิดช่องว่างระหว่างบริษัทเกมรายใหญ่กับสตูดิโอขนาดเล็กมากขึ้น โดย Kaku Okuda อดีตผู้ก่อตั้ง Game Studio Inc. อธิบายว่า
“อุตสาหกรรมเกมตอนนี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ระหว่างคอนเทนต์เพียงไม่กี่รายการที่ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล กับเกมอื่น ๆ ทั้งหมดที่เหลือ แทบไม่มีพื้นที่ตรงกลางอีกต่อไป”
เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า เกมระดับกลางที่เคยถูกมองว่าเป็นโปรเจกต์ขนาดปานกลาง ปัจจุบันมีต้นทุนการพัฒนาและการทำการตลาดสูงขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับในอดีต เนื่องจากความคาดหวังด้านคุณภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน การปฏิรูปแนวทางการทำงานในญี่ปุ่นทำให้ไม่สามารถเพิ่มภาระงานให้พนักงานได้เหมือนในอดีต ส่งผลให้ต้นทุนการพัฒนาเกมสูงขึ้น อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการทำให้เกมไม่ถูกกลบหายไปในตลาดก็เพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเกมมือถือของญี่ปุ่นยังมีการลดจำนวนพนักงานที่เห็นได้ชัด ผ่านโครงการ “สมัครใจลาออก” หรือการเสนอเงินชดเชยเพื่อให้พนักงานออกจากงาน

ตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนที่ผ่านมา COLOPL ผู้พัฒนาเกม Dragon Quest Walk เปิดเผยว่ามีพนักงานประจำ 104 คน จากทั้งหมด 676 คน ตกลงลาออกตามโครงการดังกล่าว ท่ามกลางผลประกอบการที่ยังคงขาดทุนอย่างต่อเนื่อง บริษัทอื่นที่มีกรณีลักษณะคล้ายกันในช่วงหลัง ได้แก่ KLab, gumi และ Enish
นอกเหนือจากอุตสาหกรรมเกมมือถือ ข้อมูลจากระบบบำนาญของญี่ปุ่นเมื่อปีที่แล้ว ยังระบุว่า Bandai Namco Studios ซึ่งเป็นสตูดิโอพัฒนาเกมรายใหญ่ มีจำนวนพนักงานลดลง 117 คนภายในระยะเวลาหนึ่งปี แม้จะไม่มีการเปิดเผยสาเหตุที่แน่ชัดก็ตาม
ติดตามข่าวสารอัปเดตวงการเทคโนโลยี เกม และไลฟ์สไตล์เพิ่มเติมได้ที่ techcatchup.net
พร้อมช่องทางโซเชียล Facebook | Instagram | TikTok | YouTube | X



