ความคิดเห็นของอดีตนักพัฒนาเกมชาวญี่ปุ่นเกี่ยวกับสภาพการทำงานในบริษัทเกมรายใหญ่ กำลังสร้างความสะเทือนใจให้กับศิลปินรุ่นใหม่จำนวนมาก และจุดชนวนให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางในวงการเกมญี่ปุ่นตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา
กระแสดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการพูดคุยของทั้งมืออาชีพในอุตสาหกรรมและฟรีแลนซ์ เกี่ยวกับความยากลำบากในการเข้าสู่บริษัทเกม โดยมีชนวนมาจากโพสต์หนึ่งบนแพลตฟอร์ม X ที่กำลังถูกพูดถึงมากที่สุด จากศิลปินรายหนึ่งที่ออกมาเล่าถึงประสบการณ์ “ความจริงอันโหดร้าย” ที่เขาได้เห็นเมื่อครั้งทำงานในบริษัทเกมภายในประเทศ
Noriba ซึ่งปัจจุบันผันตัวมาเป็นนักเขียนมังงะ ได้โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ว่า ในช่วงที่เขาทำงานอยู่ในบริษัทเกมรายใหญ่แห่งหนึ่ง เขารู้สึกมาตลอดว่าอาชีพ illustrator ในบริษัทนั้นโหดร้ายอย่างมาก โดยในทีมมี illustrator ราว 100 คน แต่มีเพียง 2 คนเท่านั้นที่เป็นหัวหน้าทีมศิลป์ ส่วนอีก 98 คนที่เหลือมีหน้าที่หลักคือผลิตงานจำนวนมากตามแนวทางและสไตล์ที่สองหัวหน้ากำหนดไว้
Noriba ยังเล่าเพิ่มเติมว่า หนึ่งในหัวหน้าทีมศิลป์ทั้งสองคนนั้น เป็นพนักงานจบใหม่ที่เพิ่งเข้าบริษัทมาได้เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น แต่มีความสามารถสูงอย่างเหลือเชื่อ
อย่างไรก็ตาม Noriba ย้ำว่า เขาไม่ได้มีเจตนาจะดูถูกหรือด้อยค่าศิลปินทั้ง 98 คนแต่อย่างใด ตรงกันข้าม เขากล่าวว่าศิลปินกลุ่มนี้ล้วนเป็น “ตัวท็อประดับหัวกะทิ” ที่ผ่านการแข่งขันกับผู้สมัครนับพันคนจนได้เข้าทำงานในบริษัทดังกล่าว
ประสบการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันในอุตสาหกรรมเกมนั้นรุนแรงอย่างมาก แม้แต่ศิลปินที่มีฝีมือสูงก็แทบไม่มีโอกาสได้ตำแหน่งที่เปิดโอกาสให้มีอำนาจในการกำหนดทิศทางเชิงสร้างสรรค์หรือสไตล์งาน และในบางกรณี ประสบการณ์หรือระยะเวลาการทำงานก็อาจแพ้ทางพรสวรรค์ดิบของคนรุ่นใหม่ได้ ทำให้การอดทนทำงานเบื้องหลังไปเรื่อย ๆ ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะได้ก้าวขึ้นไปสู่ตำแหน่งที่ใฝ่ฝันในอนาคต
ในอีกมุมหนึ่ง illustrator ชาวญี่ปุ่นอีกรายหนึ่งซึ่งใช้ชื่อว่า Kimiori และนิยามตัวเองว่าเป็น “ซับคอนแทรกต์ที่อยู่ต่ำกว่า 98 คนในเรื่องเล่านั้นอีก” ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเพื่อตอบกลับโพสต์ของ Noriba พร้อมนำเสนอมุมมองที่มองโลกในแง่ดีมากขึ้น
Kimiori ระบุว่า หากใครอ่านเรื่องนี้แล้วเริ่มลังเลว่าจะเป็นนักวาดประจำบริษัทดีหรือไม่ อยากให้ฟังมุมมองนี้ก่อน โดยเขาอธิบายว่า การทำงานในบริษัทเกมมีข้อดีอย่างมากสำหรับศิลปิน โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ตั้งใจจะออกไปเป็นฟรีแลนซ์ในอนาคต
เหตุผลสำคัญคือเรื่องของคอนเนกชันในอุตสาหกรรม Kimiori อธิบายว่า เมื่อบริษัทเกมต้องการจ้างฟรีแลนซ์ พวกเขาจะติดต่ออดีตพนักงานที่เคยทำงานด้วยกันมาก่อนเป็นอันดับแรก หากไม่ได้ผล จึงจะสอบถามบริษัทอื่นเพื่อขอการแนะนำ และต่อเมื่อทั้งสองช่องทางนี้ไม่สำเร็จจริง ๆ ถึงจะเริ่มมองหาคนใหม่จากภายนอก
เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า อดีตพนักงานย่อมเข้าใจขั้นตอนการทำงานของบริษัทเป็นอย่างดี และมีความไว้เนื้อเชื่อใจอยู่แล้ว ทำให้เป็นตัวเลือกที่บริษัทสบายใจในการว่าจ้างมากกว่า
Kimiori ยกตัวอย่างว่า แม้ในกรณีที่ใครอยากทำงานในโปรเจกต์อย่าง Pokémon นอกเหนือจากการจ้างศิลปินชื่อดังเพื่อการประชาสัมพันธ์ งานเอาต์ซอร์สส่วนใหญ่ก็มักจะตกเป็นของอดีตพนักงานบริษัทเป็นหลัก ส่วนกิจกรรมประกวดที่เปิดรับผลงานจากภายนอกนั้น มักเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญโปรโมตมากกว่าจะเป็นการจ้างงานตามปกติ
จากประสบการณ์ดังกล่าว Kimiori แนะนำว่าศิลปินรุ่นใหม่ควรมองหางานในบริษัทที่ทำโปรเจกต์ที่ตนเองอยากมีส่วนร่วม ไม่ว่าช่วงแรกจะได้ทำงานรูทีน งานเบื้องหลัง หรือโปรเจกต์ที่ไม่ได้ถูกใจมากนักก็ตาม เพราะโอกาสในระยะยาวย่อมสูงกว่าการเป็นฟรีแลนซ์ที่ไม่มีคอนเนกชันในอุตสาหกรรมเลย
ติดตามข่าวสารอัปเดตวงการเทคโนโลยี เกม และไลฟ์สไตล์เพิ่มเติมได้ที่ techcatchup.net
พร้อมช่องทางโซเชียล Facebook | Instagram | TikTok | YouTube | X



