ผ่านไปแล้ว 6 เดือน นับตั้งแต่หมาป่าไดร์วูล์ฟสองตัวที่ไม่ใช่ไดร์วูล์ฟเต็มตัวถือกำเนิดขึ้นบนโลกในช่วงเวลาห่างจากการสูญพันธุ์ของสายพันธุ์นี้ไปราว 10,000–12,000 ปี ปัจจุบันลูกหมาขนฟูสองตัว Romulus และ Remus พร้อมด้วยน้องสาว Khaleesi กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วภายใต้การดูแลของบริษัท Colossal Biosciences
ในวิดีโอล่าสุด ทีมงานของ Colossal ได้อัปเดตความคืบหน้าของหมาไดร์วูล์ฟทั้งสองตัว โดย Matt James หัวหน้าฝ่ายดูแลสัตว์ของบริษัทกล่าวว่า “วันนี้ Romulus และ Remus อายุประมาณ 6 เดือนเล็กน้อย น้ำหนักเกิน 90 ปอนด์ (ประมาณ 40.8 กิโลกรัม) ซึ่งมากกว่าหมาป่าสีเทาทั่วไปประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เราเห็นชัดว่าพันธุกรรมของไดร์วูล์ฟเริ่มแสดงผลชัดเจนขึ้น ทำให้พวกมันมีขนาดตัวใหญ่คล้ายกับตัวอย่างฟอสซิลในอดีต”
สำหรับ Khaleesi น้องสาวที่อายุน้อยกว่า James อธิบายว่า “เธอมีขนาดเล็กกว่าและอายุน้อยกว่า น้ำหนักประมาณ 35 ปอนด์ (ราว 15.9 กิโลกรัม) แต่ก็ยังมีขนาดตัวใหญ่กว่าหมาป่าสีเทาทั่วไปอยู่ราว 10–15 เปอร์เซ็นต์” โดยแผนการในอนาคตคือจะให้นำ Khaleesi มาร่วมฝูงกับพี่ชายทั้งสอง
อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวลูกหมาทั้งสามให้สาธารณชนรับรู้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ไม่ได้ราบรื่นนัก เนื่องจากมีข้อถกเถียงว่า พวกมันไม่ใช่ไดร์วูล์ฟจริง ๆ หากแต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่คล้ายคลึงทางหน้าที่ ซึ่งเกิดจากการผสมพันธุกรรมระหว่างหมาป่าสีเทากับไดร์วูล์ฟที่สูญพันธุ์ไปแล้ว
“หากจะทำให้สิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์กลับคืนมาอย่างแท้จริง ต้องใช้วิธีโคลนนิ่ง” รองศาสตราจารย์ Nic Rawlence จากห้องแล็บ Otago Palaeogenetics ที่มหาวิทยาลัย Otago ให้สัมภาษณ์กับศูนย์ข่าววิทยาศาสตร์ของนิวซีแลนด์ “ปัญหาคือ เราไม่สามารถโคลนนิ่งสัตว์สูญพันธุ์ได้ เพราะดีเอ็นเอที่หลงเหลืออยู่มีสภาพไม่สมบูรณ์”
Romulus, Remus และ Khaleesi จึงถือเป็นหมาป่าสีเทาที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม โดยมีการเปลี่ยนแปลงยีน 20 จุดจากทั้งหมด 14 ยีน เพื่อให้พวกมันมีรูปร่างคล้ายกับบรรพบุรุษโบราณมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แล้วทำไมจึงต้องสร้างไดร์วูล์ฟที่ไม่ใช่ไดร์วูล์ฟจริง ๆ ?
ตราบใดที่ไม่มีใครสร้างไทม์แมชชีนขึ้นมาได้จริง การนำสิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์กลับคืนมาคงเป็นไปได้ยาก แต่ในอีกด้านหนึ่ง โลกของเรากำลังมีโครงการอนุรักษ์สายพันธุ์สัตว์หลากหลายชนิด โดยใช้ความก้าวหน้าทางพันธุวิศวกรรมแบบเดียวกับที่ทีม Colossal ใช้ในการสร้างลูกหมาไดร์วูล์ฟเหล่านี้
ยกตัวอย่างเช่น หมาป่าแดง ซึ่งเป็นหนึ่งในสัตว์ใกล้สูญพันธุ์มากที่สุดในโลก โดยปัจจุบันมีหลงเหลือในธรรมชาติเพียง 15–20 ตัว ทีม Colossal ใช้เทคโนโลยีเดียวกันในการโคลนนิ่งลูกหมาป่าแดง 4 ตัว คือ Hope, Blaze, Cinder และ Ash โดยใช้โคโยตี้ที่มีพันธุกรรมหมาป่าแดงมาอุ้มท้อง และเป็นผู้ให้กำเนิดลูกหมาป่าแดง
ข้ามทวีปไปยังเคนยา ปัจจุบันมีแรดขาวเหนือเพศเมียหลงเหลืออยู่เพียง 2 ตัวเท่านั้น ด้วยความพยายามในการอนุรักษ์ ทีมงานหวังว่าจะสามารถใช้แรดขาวใต้เพศเมียเป็นตัวอุ้มท้องเพื่อฟื้นฟูสายพันธุ์นี้จากการสูญพันธุ์ โดยใช้สเปิร์มและไข่ที่เก็บรักษาไว้ก่อนที่แรดตัวผู้ตัวสุดท้ายจะตาย พร้อมด้วยกระบวนการสร้างตัวอ่อนที่ซับซ้อนมากทางพันธุกรรม
แผนการทะเยอทะยานเช่นนี้ย่อมไม่พ้นเสียงวิจารณ์ ทั้งในด้านจริยธรรมและความถูกต้องของนิยามว่าเรากำลัง “ชุบชีวิต” สิ่งมีชีวิตได้จริงหรือไม่ แม้หมาป่าไดร์วูล์ฟของ Colossal อาจไม่ใช่ไดร์วูล์ฟแท้ ๆ แต่ก็ถือเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดในรอบ 10,000 ปี และอาจเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ชนิดอื่นต่อไปในอนาคต
ติดตามข่าวสารอัปเดตวงการเทคโนโลยี เกม และไลฟ์สไตล์เพิ่มเติมได้ที่ techcatchup.net



