ความต้องการด้าน AI ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วกำลังก่อให้เกิดวิกฤติซัพพลายชิปหน่วยความจำในระดับโลก ส่งผลให้ราคาหน่วยความจำอย่าง DRAM และ HBM ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง และเริ่มคุกคามห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ศูนย์ข้อมูล AI ไปจนถึงสมาร์ตโฟนราคาประหยัด
กระแส AI บูมในเวลานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ปัญหาการขาดแคลน GPU อีกต่อไป การเร่งสร้างศูนย์ข้อมูล AI แห่งใหม่ทั่วโลกกำลังดูดซับซัพพลายชิปหน่วยความจำจำนวนมหาศาล ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและผู้ผลิตอุปกรณ์ต้องแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงสต็อก DRAM, NAND Flash และหน่วยความจำแบนด์วิดธ์สูง (HBM) ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
รายงานเชิงสืบสวนของ Reuters ซึ่งอ้างอิงการสัมภาษณ์ผู้บริหารและแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมเกือบ 40 ราย ระบุว่าสถานการณ์ขาดแคลนครั้งนี้อยู่ในระดับที่ “รุนแรง” โดยราคาหน่วยความจำบางประเภทพุ่งขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี 2025 ขณะที่ระดับสินค้าคงคลังอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายปี และคาดว่าซัพพลายจะยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติจนกว่าจะถึงช่วงปี 2027–2028
AI มาก่อน ตลาดอื่นต้องรอคิว
เพื่อรองรับความต้องการ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Samsung, SK hynix และ Micron ต่างปรับกำลังการผลิตไปเน้นที่ HBM และ DRAM ระดับสูงสำหรับ GPU ในศูนย์ข้อมูลเป็นหลัก ส่งผลให้กำลังการผลิตชิ้นส่วนรุ่นเก่าแต่ยังจำเป็นอย่าง DDR4 และ LPDDR4 ซึ่งถูกใช้อย่างแพร่หลายในพีซี โน้ตบุ๊ก และสมาร์ตโฟนระดับเริ่มต้น ถูกบีบให้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ขณะเดียวกัน บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Microsoft, Google และ ByteDance ก็กำลังเร่งทำสัญญาจัดหาซัพพลายระยะยาว และในบางกรณีถึงขั้นสั่งซื้อแบบไม่กำหนดปริมาณล่วงหน้า ส่งผลให้ผู้เล่นรายเล็กในตลาดถูกแย่งโควตาซัพพลายไปก่อน และทำให้ตลาดขาดความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น นักวิเคราะห์เตือนว่า การขยายตัวของ AI กำลังชนเข้ากับข้อจำกัดทางกายภาพของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ทันในระยะสั้น
ผลกระทบลูกโซ่ พีซีและมือถือแพงขึ้น
วิกฤติซัพพลายหน่วยความจำเริ่มส่งผลกระทบไปยังตลาดผู้บริโภคแล้ว โดย Samsung ได้ปรับขึ้นราคาหน่วยความจำบางประเภทสูงสุดถึง 60% นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2025 ขณะที่ผู้ผลิตพีซีและผู้ประกอบคอมพิวเตอร์ประกอบเองเริ่มออกมาเตือนถึงการปรับขึ้นราคาครอบคลุมทั้งระบบ โดยเฉพาะเครื่องที่ใช้หน่วยความจำในปริมาณมาก
ฝั่งสมาร์ตโฟนก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน Counterpoint Research คาดการณ์ว่ายอดจัดส่งสมาร์ตโฟนทั่วโลกในปี 2026 จะปรับตัวลดลง เนื่องจากต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้นดันต้นทุนการผลิตโทรศัพท์ระดับเริ่มต้นเพิ่มขึ้นราว 20–30% โดยรุ่นที่มีราคาต่ำกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6,300 บาท จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด แบรนด์อย่าง Xiaomi และ Realme ได้ส่งสัญญาณแล้วว่า อาจจำเป็นต้องปรับราคาขายปลีกขึ้น หากราคาหน่วยความจำยังไม่ผ่อนคลายลง
ข้อจำกัดระยะยาวต่อโรดแมป AI
ด้วยระยะเวลาในการสร้างโรงงานผลิตชิปหน่วยความจำใหม่และการพัฒนาเทคโนโลยีกระบวนการผลิตที่ต้องใช้เวลาหลายปี นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า ปัญหาคอขวดด้านหน่วยความจำจะกลายเป็นข้อจำกัดระยะยาวของการเติบโตด้าน AI แม้จะมีการติดตั้งคลัสเตอร์ GPU ใหม่เพิ่มขึ้น แต่ผู้ให้บริการจำนวนมากอาจพบว่า ความพร้อมของ RAM และ HBM ต่างหากที่เป็นตัวกำหนดความเร็วในการขยายขีดความสามารถด้าน AI
ในระยะนี้ บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนหนาและสัญญาระยะยาวจะอยู่ในสถานะที่รับมือกับสถานการณ์ได้ดีกว่า ขณะที่ผู้ผลิต OEM รายเล็ก ผู้ประกอบคอมพิวเตอร์ และแบรนด์สมาร์ตโฟนราคาประหยัด มีความเสี่ยงที่จะถูกผลักออกจากตลาด หรือจำเป็นต้องลดสเปกผลิตภัณฑ์ลง จนกว่าภาพรวมซัพพลายจะเริ่มฟื้นตัว
ติดตามข่าวสารอัปเดตวงการเทคโนโลยี เกม และไลฟ์สไตล์เพิ่มเติมได้ที่ techcatchup.net
พร้อมช่องทางโซเชียล Facebook | Instagram | TikTok | YouTube | X



