หลังจาก Square Enix ประกาศยุติการให้บริการเกมมือถือกาชาเก่าแก่สองเกมในญี่ปุ่น ได้แก่ Final Fantasy: Brave Exvius และ Dragon Quest of the Stars ความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของอุตสาหกรรมเกมมือถือในประเทศก็เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น
แม้การประกาศปิดให้บริการจะไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการเกมญี่ปุ่น แต่เมื่อจำนวนเกมที่ปิดตัวมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ต้นทุนการพัฒนาก็พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักพัฒนาหลายรายเริ่มรู้สึกว่าเส้นทางนี้ไม่มีอนาคต และแม้จะต้องการเปลี่ยนสายงานไปทำเกมคอนโซล ก็ใช่ว่าจะทำได้ง่ายนัก โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์เฉพาะด้านเกมมือถือญี่ปุ่นเท่านั้น
Suemaru นักพัฒนาเกมมือถือได้ออกมาแสดงความเห็นบนแพลตฟอร์ม X หลังข่าว Square Enix ว่า “Dragon Quest of the Stars กับ FF Brave Exvius กำลังจะปิดให้บริการ สำหรับคนในวงการอย่างผม ก็รู้สึกได้อีกครั้งว่าเกมกาชากำลังกลายเป็นเหมือนเรือไททานิก การอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ก็เหมือนยึดที่นั่งไม่กี่ที่บนเรือที่กำลังจม ผมไม่คิดว่าทุกอย่างจะล่มหมด แต่ที่นั่งที่เหลืออยู่จะยิ่งน้อยลงเรื่อย ๆ”
เกมมือถือชื่อดังอย่าง Fate/Grand Order, Monster Strike และ Puzzle and Dragons ยังคงทำรายได้ดีอย่างต่อเนื่องตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา (ซึ่งเปรียบได้กับ “ที่นั่งที่ยังลอยน้ำได้”) แต่แม้กระทั่งบริษัทผู้อยู่เบื้องหลังเหล่านี้ เช่น GungHo ก็ยังไม่สามารถสร้างเกมฮิตใหม่ ๆ ได้สำเร็จในช่วงหลัง ขณะเดียวกัน เกมทุนสูงอย่าง Tribe Nine ของ Aniplex ก็ต้องปิดตัวลงภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือนหลังเปิดตัว

ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ Suemaru ยอมรับว่าอาชีพของเขากำลังไปถึงทางตัน “ต่อให้ผมยังทำงานเป็นผู้กำกับเกมกาชาต่อไป รายได้ก็ไม่เพิ่มขึ้น และผมก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้นั่งอยู่ตรงนี้อีกนานแค่ไหน” อย่างไรก็ตาม เขาก็เห็นว่าการเปลี่ยนสายไปทำเกมประเภทอื่นก็ไม่ได้ง่ายนัก
Alwei ตัวแทนบริษัท Indie-Us Games ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเกมด้วย Unreal Engine เสริมว่า “แม้อยากจะลงจากเรือ ก็ลงได้ยาก ทั้งที่ชัดเจนว่าอุตสาหกรรมกำลังเข้าสู่ขาลง การเปลี่ยนจากสายพัฒนาเกมมือถือแบบญี่ปุ่นไปทำเกมคอนโซลนั้นยากมาก ในขณะที่ทางกลับกันกลับง่ายกว่ามาก คนที่สร้างอาชีพทั้งหมดจากเกมมือถือกำลังเผชิญปัญหาใหญ่มาก”
Suemaru ยืนยันว่าปัญหานี้ตรงกับสิ่งที่เขากำลังเผชิญ เนื่องจากประสบการณ์การทำงานของเขาทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับการดูแลเกมมือถือออนไลน์
ปัญหานี้ส่งผลกระทบกับนักพัฒนาเกมสาย “Planner” ในญี่ปุ่นเป็นพิเศษ (ซึ่งใกล้เคียงกับตำแหน่ง Game Designer ในฝั่งตะวันตก) โดย JohnnyGameStudio ให้ความเห็นว่า “คนที่อยู่ในตำแหน่ง Planner ของบริษัทเกมมือถือ มีทักษะที่ไม่สามารถถ่ายโอนไปใช้กับเกมคอนโซลหรือสาขาอื่นได้ง่าย ๆ ไม่เหมือนกับนักวาดหรือโปรแกรมเมอร์ที่เปลี่ยนสายได้มากกว่า”

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้การเปลี่ยนสายเป็นเรื่องยากคือความแตกต่างทางเทคโนโลยี โดย Alwei อธิบายว่า “วงการเกมคอนโซลให้ความสำคัญกับทักษะการพัฒนาเกมแอ็กชันคุณภาพสูง และเทคโนโลยีกราฟิกระดับไฮเอนด์ ซึ่งทักษะเหล่านี้สามารถนำมาใช้กับเกมมือถือได้เช่นกัน แต่ในทางกลับกัน เกมมือถือจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งไม่ใช่สิ่งจำเป็นในเกมคอนโซล จึงแทบไม่มีความต้องการในสายนี้เลย เกมคอนโซลยังมีข้อกำหนดทางเทคนิคที่เข้มงวดจากเจ้าของแพลตฟอร์ม ทำให้ผู้มีประสบการณ์มาก่อนยิ่งได้เปรียบ”
เมื่อพิจารณาว่าในญี่ปุ่นมักจะแยกชัดเจนระหว่างพนักงานใหม่ (ซึ่งเป็นเด็กจบใหม่ที่บริษัทจะฝึกฝนตั้งแต่เริ่ม) กับการจ้างงานกลางคัน (ซึ่งคาดหวังให้มีความสามารถพร้อมใช้งานทันที) คนที่เคยทำงานในสายเกมมือถือและต้องการย้ายไปสายคอนโซลจึงตกอยู่ในจุดที่ลำบากอย่างมาก และแนวโน้มจำนวนคนกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
จากการสำรวจของสมาคมเกมออนไลน์แห่งญี่ปุ่น (อ้างอิงจาก ASCII Japan) ตลาดเกมออนไลน์ในประเทศญี่ปุ่นมีมูลค่าราว 1.105 ล้านล้านเยนในปี 2024 (ประมาณ 7.48 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งลดลงจากปี 2023 ที่เคยอยู่ที่ 10.89 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะเดียวกัน ต้นทุนการพัฒนาเกมมือถือเฉลี่ยในปี 2024 พุ่งขึ้นเป็น 3.33 ล้านดอลลาร์ต่อเกม (ราว 108 ล้านบาท) หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยเมื่อ 10 ปีก่อนถึง 4.7 เท่า เมื่อรวมกับภาวะล้นตลาดและการแข่งขันจากผู้จัดจำหน่ายทุนหนาในจีนและเกาหลีใต้ ก็ยิ่งทำให้เกมกาชาในญี่ปุ่นยากจะกลับมาเฟื่องฟูเหมือนเดิมได้อีกในเร็ววัน
ติดตามข่าวสารอัปเดตวงการเทคโนโลยี เกม และไลฟ์สไตล์เพิ่มเติมได้ที่ techcatchup.net
พร้อมช่องทางโซเชียล Facebook | Instagram | TikTok | YouTube | X