หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ “Lightning” สร้างความฮือฮาในวงการเทคโนโลยีและกีฬา หลังสามารถวิ่งจบการแข่งขันฮาล์ฟมาราธอนระยะทาง 13 ไมล์ (ประมาณ 21 กิโลเมตร) ที่กรุงปักกิ่งได้ภายในเวลาเพียง 50 นาที 26 วินาที ซึ่งเร็วกว่าสถิติโลกของมนุษย์ที่ทำไว้ 57 นาที 20 วินาทีอย่างชัดเจน
รายงานจาก Reuters ระบุว่า หุ่นยนต์ตัวนี้พัฒนาโดยทีมวิศวกรของบริษัท Honor โดยใช้เวลาวิจัยและพัฒนาประมาณ 1 ปี พร้อมออกแบบช่วงขาให้มีความยาว 90–95 เซนติเมตร เพื่อเลียนแบบสรีระของนักวิ่งระดับอาชีพ และติดตั้งระบบระบายความร้อนแบบของเหลว ที่นำเทคโนโลยีจากสมาร์ตโฟนของบริษัทมาใช้
ก้าวกระโดดจากปีก่อนหน้า
เมื่อเปรียบเทียบกับการแข่งขันในปีที่ผ่านมา ความก้าวหน้าถือว่าเกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยหุ่นยนต์ที่ทำเวลาดีที่สุดในปีที่แล้วใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมง 40 นาที ขณะที่ปีนี้ Lightning สามารถลดเวลาลงเหลือไม่ถึง 1 ชั่วโมง
ในปีนี้มีหุ่นยนต์เข้าร่วมแข่งขันทั้งหมดประมาณ 300 ตัว จาก 102 ทีม และมีเพียง 47 ทีมเท่านั้นที่สามารถวิ่งจบการแข่งขันได้ โดยแบ่งเป็น
- 18 ทีมที่ใช้หุ่นยนต์แบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ
- 29 ทีมที่ยังต้องพึ่งพาการควบคุมจากระยะไกล
หุ่นยนต์ครองโพเดียมทั้งหมด
Lightning ไม่เพียงแค่ชนะการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังครองอันดับ 1–3 ทั้งหมด โดยหุ่นยนต์รุ่นเดียวกันอีกสองตัวทำเวลาได้ที่ 51 นาที และ 53 นาที ตามลำดับ
ขณะเดียวกัน หุ่นยนต์ Lightning รุ่นที่ควบคุมด้วยรีโมตยังทำเวลาได้ดีที่สุดที่ 48 นาที 19 วินาที แต่ไม่ได้ถูกนับในอันดับหลักเนื่องจากไม่ใช่ระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ
ฝั่งนักวิ่งมนุษย์ ปีนี้ทำเวลาได้ดีที่สุดอยู่ที่ 1 ชั่วโมง 7 นาที 47 วินาที ซึ่งช้ากว่าหุ่นยนต์เกือบ 20 นาที และไม่มีมนุษย์คนใดติดอันดับบนโพเดียม
สะท้อนศักยภาพใหม่ของหุ่นยนต์เคลื่อนที่
ข้อมูลจาก The Associated Press ระบุว่า ผลการแข่งขันครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีหุ่นยนต์ โดยเฉพาะด้านการเคลื่อนไหว การทรงตัว และการจัดการพลังงานในระยะยาว
ความสามารถของ Lightning ในการวิ่งระยะไกลด้วยความเร็วสูงต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่เป็นหมุดหมายสำคัญในวงการหุ่นยนต์เท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสไปสู่การใช้งานจริงในอนาคต เช่น งานขนส่ง การกู้ภัย หรือภารกิจในพื้นที่ที่มนุษย์เข้าถึงได้ยาก
ติดตามข่าวสารอัปเดตวงการเทคโนโลยี เกม และไลฟ์สไตล์เพิ่มเติมได้ที่หน้าแรก techcatchup.net
พร้อมช่องทางโซเชียล Facebook | Instagram | TikTok | YouTube | X



